fbpx

สรรพคุณ เห็ดหลินจือ ดีต่อสุขภาพอย่างไร

สรรพคุณ เห็ดหลินจือ

สรรพคุณ เห็ดหลินจือ ที่ดีต่อสุขภาพ เกิดขึ้นจากสารสำคัญเหล่านี้

สารสำคัญ 3 ชนิด ที่เป็นต้นกำเนิดของ สรรพคุณ เห็ดหลินจือ ที่ดีต่อสุขภาพ

“ออร์แกนิก เยอร์มาเนียม” (Organic Germanium – Ge)

จุดเด่นของ Germanium มี 6 ประเด็น คือ

    1. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เพราะโมเลกุลของมันจะมีประจุไฟฟ้าลบ (Electron) ถึง 4 ตัว ที่วิ่งรอบวงนอก การบริจาคอิเลคตรอนก็คือหน้าที่ของสารต้านอนุมูลอิสระ
    2. มีคุณสรรพคุณสร้างสมดุลทางสุขภาพให้กับร่างกาย (Adaptogen) เยอร์มาเนียมจะปรับระบบเผาผลาญในร่างกายให้คืนสู่สภาวะสมดุล โดยลดความดันโลหิตที่สูงให้ต่ำลง คอเลสเตอรอลในเลือดกลับมาเป็นปรกติ
    3. เพิ่มภูมิต้านทาน (Immune enhancer) เมื่อภูมิต้านทานในร่างกายสมบูรณ์จะทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ รวมทั้งมะเร็ง เยอร์มาเนียมเป็นสาร 1 ใน 6 ชนิดที่ได้รับการพิจารณาให้ใช้ในโครงการรณรงค์ปราบโรคเอดส์ โดยคณะกรรมการกำจัดโรคเอดส์ระหว่างประเทศ ซึ่งประชุมที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987
    4. เป็นตัวให้ออกซิเจนทำปฏิกิริยาเคมีในอวัยวะต่างๆของร่างกาย (Oxygen catalyst)
    5. ต้านมะเร็ง เพราะจะพาออกซิเจนให้กับเซลล์มะเร็งทำให้มะเร็งอยู่ไม่ได้ (Warburg 1931) เนื่องจากมะเร็งไม่ชอบออกซิเจน
    6. กำจัดโลหะหนัก (Chelation)

สารออร์แกนิก เยอร์มาเนียม ทำงานอย่างไร

นักฟิสิกส์อธิบายว่า เยอร์มาเนียมมีคุณสมบัติเป็นสารกึ่งไฟฟ้า (Semi-conductor) มีการหมุนเวียนประจุไฟฟ้าลบ (e) เข้าและออก ทั้งนี้เพราะวงนอกที่ไกลสุดจากนิวเคลียส (Nucleus) ของอะตอมเยอร์มาเนียม มี e อยู่ 4 ตัว วิ่งรอบวงเป็นสำคัญ ซึ่งมีนัยสำคัญกับสุขภาพมนุษย์ คือ เป็น e ที่แยกตัวออกไปได้ง่าย อันเป็นคุณสมบัติของเซมิคอนดักเตอร์ หยุดการบ่อนทำลายของอนุมูลอิสระ หรือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง

โดยปกติแล้วผนังของเซลล์มีศักย์ไฟฟ้า หรือโออาร์พี ORP ของเซลล์จะต่างกัน การอักเสบ สารก่อพิษ การบาดเจ็บ ทำให้ ORP เปลี่ยนแปลงได้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้การทำงานของเซลล์ผิดเพี้ยนไปได้ ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งมีศักย์ไฟฟ้าสูงเป็นพิเศษ

ในการกำจัดเซลล์มะเร็งนั้น เยอร์มาเนียมในหลินจือซึ่งมีประจุลบของ e ที่วงนอกของ atom จะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนให้ ORP ของเซลล์มะเร็งเข้าสู่ปกติ การที่ศักย์ไฟฟ้าลงสู่ปกติ ทำให้เม็ดเลือดขาวกลืนกิน หรือภูมิต้านทานสามารถเข้าถึงเซลล์มะเร็ง และจับทำลายได้ และสารเยอร์มาเนียมจะไปจับคู่กับอิเลคตรอน ที่ผลิตออกมาจากผนังเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะในระยะของการแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวไม่ได้

ซึ่งโดยปกติอาหารถูกสันดาป หรือ เผาผลาญให้เกิดพลังงาน จะทำให้เกิดประจุบวกของไฮโดรเจน ทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรด ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์อย่างมาก  แต่ออกซิเจนในกระแสเลือด จะทำปฏิกิริยากับประจุบวกของไฮโดรเจน แล้วกลายเป็นน้ำ ซึ่งไม่เป็นสารพิษ สารเยอร์มาเนียมจะช่วยออกซิเจนจับกับประจุบวกของไฮโดรเจน เพื่อสร้างความสมดุลของไฟฟ้า  ขจัดสภาวะกรดออกไป ทำให้เลือดมีออกซิเจนคงเหลือเป็นจำนวนมาก ที่จะใช้ในการบำรุงเซลล์

นอกจากนี้เยอร์มาเนียมยังกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดง รับออกซิเจนได้มากกว่าเดิม อย่างน้อย 1.5 เท่าทำให้เลือดและเซลล์มีออกซิเจนเพิ่มขึ้น มีงานวิจัยหลายแห่งพบว่า เซลล์มะเร็งมักไม่ชอบเติบโตในที่ที่มีออกซิเจน การที่เยอร์มาเนียมช่วยเพิ่มออกซิเจนในกระแสเลือดได้ จึงนับว่าเป็นตัวต้านมะเร็งที่ดี

สำหรับความปลอดภัยในการใช้เยอร์มาเนียมในเห็ดหลินจือ มีการวิจัยพบว่าเยอร์มาเนียมละลายน้ำ ถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงไม่เกิดการตกค้างสะสม มีงานวิจัยที่ทำอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งยึดแนวทางของกระทรวง สวัสดิการประเทศญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดยืนยันว่า Ge132 มีความปลอดภัย ถึงแม้จะบริโภคสูงถึงวันละ 10 กรัม ก็ไม่พบอันตราย ไม่เป็นพิษและไม่รบกวนระบบสืบพันธุ์

เยอร์มาเนียม (Germanium) เป็นแร่ธาตุสำคัญที่เพิ่งค้นพบล่าสุด เขียนเป็นสัญลักษณ์ว่า Ge 132 มีลักษณะเด่น คือ เป็นสารกึ่งสื่อไฟฟ้า (Semi-conductor) คือ อยู่กึ่งกลางระหว่างโลหะกับอโลหะ ช่วยกำจัดสารพิษและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ในร่างกาย เป็นตัวปรับศักย์ไฟฟ้า ทำให้เม็ดเลือดแดงรับออกซิเจนเพิ่ม 1.5 เท่า เนื้อเยื่อจึงมีออกซิเจนสำรองเพิ่ม มีผลต่อความอึด อดทนของร่างกาย อีกทั้งออกซิเจนที่เกิดขึ้น เป็นปฏิปักษ์กับเซลล์มะเร็ง

จากการวิเคราะห์ตัวอย่างของสารสกัดเห็ดหลินจือ พบว่ามีสารประกอบเยอร์มาเนียม อยู่ในปริมาณ 25 ไมโครกรัม ต่อสารสกัดเห็ดหลินจือหนัก 1 กรัม บางตัวอย่างวัดได้ 800 – 2000 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าพืชพวก โซโฟรา คอมเฟรย์ กระเทียม โสม และเห็ดชนิดอื่น อย่างน้อย 5 – 6 เท่า

 

“โพลีแซกคาไรด์” (Polysaccharides)

โพลีแซกคาไรด์ เป็นน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่อาจเกาะติดกับโปรตีนหรือสารอื่นๆ ซึ่งในเห็ดหลินจือมีโพลีแซกคาไรด์กว่า 50 ชนิดมากกว่าเห็ดชนิดอื่น ๆ และมีสรรพคุณทางยาสูง โพลีแซกคาไรด์ตัวที่มีอิทธิพลในการต้านมะเร็งคือ เบตา-ดี-กลูแคน หรือ เรียกสั้นๆ ว่า กลูแคน

เบต้า-ดี-กลูแคน (Bata-D-Glucan) เป็นสารที่ช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพ ของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งดังเดิม เบต้า-ดี-กลูแคน มีโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อน  และมีโมเลกุลมาต่อกันยาวมาก ไม่สามารถย่อยได้ด้วยกรด และ น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร บางท่านไม่สามารถย่อยได้ก็จะมีอาการถ่ายท้อง ในกรณีเช่นนี้ควรรับประทานพร้อมกับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง เพราะวิตามินซี จะช่วยย่อยเบต้า-ดี-กลูแคน ให้มีโมเลกุลสั้นลงพร้อมแก่การดูดซึม ซึ่งจะช่วยลดอาการท้องเสียได้

สารโพลีแซกคาไรด์ในเห็ดหลินจือ สามารถกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว ทั้งชนิด ทีเซลล์ และชนิด บี-เซลล์ กระตุ้นเซลล์ไมโครฟาจ และเอ็นเคเซลล์ ให้สร้างสาร ทูเมอร์เนโครซิส-แฟกเตอร์ หรือสารทีเอ็นเอฟ และการผลิตสารอินเตอร์ลิวคิน-2 จากเซลล์สะพลีโนไซด์

การที่สารประกอบโพลีแซกคาไรต์ ในเห็ดหลินจือไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนั้น เป็นการกำจัดเซลล์มะเร็งทางอ้อม และเป็นการทำงานตามระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติ ไม่มีผลต่อการทำงานปกติของร่างกาย ดังนั้น องค์การอนามัยโลก จึงจัดให้เห็ดหลินจืออยู่ในกลุ่มสารธรรมชาติ ที่ดัดแปลงเพื่อการตอบสนองในระบบภูมิคุ้มกัน มีชื่อย่อว่า “บีอาร์เอ็ม” ( BRM) หรือชื่อเต็มว่า ” ไบโอโลจิคอลเรสพอนซ์โมดิฟายเออร์”

ประโยชน์ของโพลีแซกคาไรด์

    1. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก
    2. ลดระดับน้ำตาลในเลือด (Hypoglycemic effect) จากการเพิ่มอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด
    3. บำรุงหัวใจ โดยไปเพิ่มความแรงในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiotonic Action)
    4. ต้านการอักเสบ (Anti-inflammation)
    5. ช่วยเร่งกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนในเลือด ในไขกระดูก และตับ
    6. กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด บี-เซลล์ (B-cells) และ ที-เซลล์ (T- cells) เพิ่มประสิทธิภาพในของระบบภูมิคุ้มกันโรค (Immune modulation) เมื่อทำการทดลองในสัตว์ก็พบว่าความสามารถในการปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันนี้มีผลต่อเนื่องในการต่อต้านสารแพ้ (Antiallergy) การต่อต้านเชื้อไวรัส (Antivirus) การต่อต้านมะเร็ง (Antitumor) และการลดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เคมีบำบัด และ รังสีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

สำหรับความปลอดภัยในการใช้โพลีแซกคาไรด์ในเห็ดหลินจือ มีการวิจัยที่ญี่ปุ่นพบว่า โพลีแซกคาไรด์ และสารอื่น ๆ ในเห็ดหลินจือ ไม่ทำให้เซลล์ปกติกลายพันธุ์ และไม่เป็นสารก่อมะเร็ง และถ้าใช้เห็ดหลินจือร่วมกับวิตามินซีวันละ 6 – 12 กรัม จะทำให้กลุ่มโมเลกุลของโพลีแซกคาไรด์ในเห็ดหลินจือมีขนาดสั้นลง ช่วยลดความหนืด ย่อยได้ง่ายขึ้น และยังช่วยลดอาการท้องเสีย จากการใช้เห็ดหลินจือในระยะแรกๆ ด้วย

“ไตรเตอร์ปินนอยด์” (Triterpenoids)     

กลุ่มสารไตรเตอร์ปินนอยด์  (Triterpenoids ) จะมีสารสำคัญทางยาที่มีความแตกต่างกันกว่า 100 ชนิด ที่แสดงฤทธิ์ในการรักษาโรคคือ กรดกาโนเดอริค (Ganoderic acid A, B, C1, C2, D-K, R-Z) และกรดลูซิเดนิค (Lucidenic acid)

ปัจจุบันพบว่า  ได้มีการจดสิทธิบัตรสารไทรเตอร์ปินนอยด์แฟรกชั่นของเห็ดหลินจือ  ทำเป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง โดยมีข้อบ่งชี้ใช้เป็นยาลดความดันโลหิต

และมีการจดสิทธิบัตรสารกาโนโดสเตอโรน (Ganodosterone) ที่อยู่ในกลุ่มของไตรเทอร์ปินอยด์ โดยทำเป็นยาเม็ด 5 mg. มีข้อบ่งชี้ใช้กระตุ้นการทำงานของตับ (Liver function stimulant) เนื่องจากเป็นสารที่ มีฤทธิ์ในการลดสารที่เป็นพิษต่อตับ ในประเทศเกาหลีใช้ เป็นยาบำรุงตับโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เป็นโรคตับแข็ง  ตับอักเสบ  และใช้บำรุงตับในพวกที่ชอบดื่มสุรา

สำหรับกลุ่มสารไตรเตอร์ปินนอยด์ (Triterpenoids ) พอจะสรุปได้ว่าเป็น สรรพคุณ เห็ดหลินจือ ที่ช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด ได้แก่

    1. โรคภูมิแพ้
    2. โรคความดันโลหิตสูง
    3. โรคไขมันในเส้นเลือดสูง
    4. ปกป้องตับ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ และช่วยต่อต้านสารที่มีพิษต่อตับ
    5. ต่อต้านมะเร็ง
    6. ต่อต้านเชื้อไวรัส HIV

 

ดูผลการใช้จากผู้ป่วยและผู้ใช้จริง: https://www.youtube.com/playlist?list=PLx7FTHgXm_xUDY3MmWmbSi9oiuy1zcBVR

ดูผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์: น้ำเห็ดสกัดรวม 7 ชนิด ผสมสปอร์เห็ดหลินจือ